Cutting 101: การเจียระไนแบบต่างๆ

เวลาเดินเข้าร้านเครื่องประดับ
หยิบแหวนขึ้นมาดูแล้วรู้สึกว่าอัญมณีชิ้นนี้สวยจัง
แต่พอเลื่อนไปดูอีกชิ้นกลับรู้สึกคนละเรื่องเลย
ทั้งที่เป็นหินสีเดียวกัน ขนาดใกล้เคียงกัน
แต่ทำไมดูไม่เหมือนกันเลยล่ะ?

คำตอบอยู่ที่การเจียระไน (Cutting) ค่ะ

หลายคนให้ความสำคัญกับชนิดของหิน สี หรือราคา
แต่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด คือรูปทรงที่ช่างตัดออกมา

การเจียระไนอัญมณีเป็นศิลปะที่เปลี่ยนก้อนแร่
ให้กลายเป็นแสงระยิบระยับ
หรือเปลี่ยนให้กลายเป็นความนุ่มละมุนที่ดึงดูดสายตา

Diamond Cut คืออะไร ทำไมถึงเป็นดาวเด่นของวงการ

ถ้าพูดถึงการเจียระไนโดยทั่วไปที่คนรู้จัก โดดเด่น
คงหนีไม่พ้น Diamond Cut ค่ะ

การตัดแบบนี้จะมีเหลี่ยมมุมมากมาย
ที่สะท้อนแสงไปมา ทำให้เกิดประกายระยิบระยับ
ที่เรียกว่า “Fire” ของอัญมณีนั่นเอง

การเจียระไนแบบ Diamond Cut
ออกแบบมา เพื่อให้แสงเข้าไปข้างในหิน
แล้วสะท้อนกลับออกมาทางด้านหน้าให้มากที่สุด
แสงที่วิ่งเข้าไปในเหลี่ยมเหล่านี้
จะถูกหักเหและกระจายเป็นสีรุ้ง
ทำให้หินดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

ไม่ว่าจะเป็นเพชร ทับทิม หรือแซฟไฟร์
เมื่อผ่านการเจียระไนแบบนี้แล้วก็จะดูโดดเด่นขึ้นมาทั้งนั้น
หินเดียวกันแค่เปลี่ยนวิธีตัดก็ดูเหมือนคนละเม็ดไปเลย

ที่จินดาพิทักษ์
พี่สาวและทีมช่างฝีมือกว่า 30 ปีที่กาญจนบุรี
เลือกใช้การเจียระไนแบบ Diamond Cut
เป็นหนึ่งในเทคนิคหลักกับนิลเมืองกาญจน์
เพราะเหลี่ยมที่ตัดออกมาอย่างแม่นยำ
ทำให้นิลสีดำเข้มลึกดูมีมิติ เกิดประกายแสงดี
ดูนิ่ง และสวยงาม
ต่างจากนิลที่เจียระไนแบบหยาบๆ
ที่จะดูทึบและไม่มีชีวิตเลย

Cabochon คืออะไร ทำไมบางหินถึงไม่ต้องมีเหลี่ยม

นิลเม็ดกลมมนสีดำเข้ม
ผิวเรียบลื่นเหมือนกระจก
ไม่มีเหลี่ยมอะไรเลย

ทำไมบางชิ้นไม่ตัดให้เป็นเหลี่ยมมุมเหมือนเพชร
การเจียระไนแบบคาโบชอง หรือ “หลังเบี้ย” นั้น
มีเหตุผลของมัน

การเจียระไนวิธีนี้ไม่มีเหลี่ยมมุมใดๆ ทั้งสิ้น
ช่างจะเจียผิวหินให้เรียบมน ด้านบนนูนเรียบ
ด้านล่างอาจแบนหรือนูนเล็กน้อยก็ได้

หินที่มีเอฟเฟกต์พิเศษ เช่น Asterism หรือ Chatoyancy
ต้องเจียระไนแบบนี้เท่านั้น
ถึงจะเห็นปรากฏการณ์เหล่านั้นได้
ไม่งั้นก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย

คาโบชองยังเหมาะกับหินที่มีสีเข้มและทึบแสงอย่างนิลอีกด้วยนะคะ
ผิวเรียบมนจะทำให้สีดำของนิลดูเข้มข้นและลุ่มลึก
ให้ความรู้สึกสง่างามแบบเรียบง่าย ไม่ต้องพยายามเยอะ

จินดาพิทักษ์เชี่ยวชาญการเจียระไนคาโบชองเป็นพิเศษ
ช่างของเราเข้าใจว่านิลแต่ละเม็ดมีลายและเนื้อหินไม่เหมือนกัน
การเลือกเจียระไนแบบคาโบชองจึงต้องพิจารณาว่า
ส่วนไหนควรนูน ส่วนไหนควรเรียบ
เพื่อให้หินแสดงสีและลวดลายออกมาได้สวยที่สุด

Step Cut หรือ Emerald Cut สง่างามแบบเรขาคณิต

เสต็ปคัทก็คือการเจียระไนแบบขั้นบันได
เหลี่ยมน้อยกว่า Diamond Cut มาก
แต่จะเห็นสีหินชัดเจนกว่า
เหมาะกับหินที่เปราะอย่างมรกต
เพราะไม่ต้องตัดเหลี่ยมเยอะ

Rose Cut ความงามย้อนยุคที่กลับมาอีกครั้ง

ถ้าใครชอบเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึก
เหมือนหลุดออกมาจากหนังพีเรียด
โรสคัทคือคำตอบเลยค่ะ

เป็นการเจียระไนที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
ให้ประกายแสงที่นุ่มละมุน
ไม่ได้วูบวาบจัดจ้านแบบ Diamond Cut
แต่เป็นแสงอ่อนๆ ที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกและวินเทจ

ข้อดีอีกอย่างคือหินจะดูกว้างกว่าน้ำหนักจริงค่ะ
เพราะด้านล่างแบนจึงกระจายตัวได้กว้าง
ใครที่อยากได้เครื่องประดับชิ้นใหญ่ดูเด่น
แต่งบประมาณจำกัด โรสคัทก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Mixed Cut และรูปทรงต่างๆ

มิกซ์คัทก็คือการผสมเทคนิคหลายแบบเข้าด้วยกัน
เช่น ด้านบนเจียแบบ Brilliant/Diamond ให้เกิด Fire
แต่ด้านล่างเจียแบบเสต็ปคัทให้เห็นสีหินชัดเจน
เป็นทางเลือกที่ช่างฝีมือหลายคนชอบใช้
เพราะยืดหยุ่นสูง ปรับให้เหมาะกับหินแต่ละเม็ดได้เลย

นอกจากเทคนิคการตัดเหลี่ยมแล้ว
รูปทรงก็เป็นอีกเรื่องที่ควรรู้จัก

รูปไข่ (Oval)
เป็นทรงคลาสสิกที่นิ้วดูเรียวยาวขึ้นเมื่อสวมแหวน

รูปหยดน้ำ (Pear)
ให้ความรู้สึกหรูหราและเป็นผู้หญิงมาก
นิยมใช้ในต่างหูและจี้เพราะรูปทรงชี้ลงทำให้คอดูยาวขึ้น

ปริ้นเซสคัท (Princess Cut)
เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แสดง Fire ของอัญมณี
ออกมาได้เยอะมาก เหมาะกับคนที่ชอบความโดดเด่น

ส่วนมาร์คีส (Marquise)
เป็นรูปเรือที่ปลายเรียวทั้งสองข้าง
ชื่อนี้มาจากพระสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส
ใครที่ชอบเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์
ก็มีเสน่ห์ในตัวเองมาก

ส่วนคุชชันคัทก็เป็นอีกทรงที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มุมมนทั้งสี่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและอบอุ่น

วิธีดูคุณภาพเจียระไน เลือกแบบไหนดี

คำถามที่พี่สาวเจอบ่อยที่สุดคือ
“เจียระไนอัญมณีแบบไหนดี”
คำตอบคือไม่มีแบบไหนดีที่สุดค่ะ
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราชอบอะไร
และหินเม็ดนั้นเหมาะกับแบบไหน

แต่มีหลักง่ายๆ ที่ช่วยสังเกตได้ค่ะ
ประกายแสงที่สะท้อนออกมาจากหินควรสม่ำเสมอ
ไม่ด้านทึบเฉพาะจุด เหลี่ยมมุมควรคมชัด ไม่เบลอหรือบิดเบี้ยว
ผิวเรียบเนียนไม่มีรอยขีดข่วนจากการเจีย
และสัดส่วนของหินควรสมดุล ไม่หนาหรือบางจนเกินไป

1. ดูความสมมาตร
ถืออัญมณีไว้แล้วมองจากด้านบน
รูปทรงควรจะสมดุลกันทั้งสองข้าง
ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
ถ้าเป็นทรงกลมก็ควรกลมจริง ๆ ไม่เบี้ยว

2. ดูผิวขัดเงา
ผิวของอัญมณีควรเรียบเนียน
สะท้อนแสงได้สม่ำเสมอ
ไม่มีรอยขีดข่วนหรือจุดด่างที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ถ้าผิวขัดไม่ดีก็จะทำให้อัญมณีดูหมอง

3. ดูสัดส่วน
ลองมองจากด้านข้าง
อัญมณีที่เจียระไนดีจะมีส่วนลึกที่พอดี
ไม่ตื้นเกินไป ไม่ลึกเกินไปจนดูใหญ่หรือเล็กกว่าที่ควร
ถ้าดูบางแบนหรือหนาทึบจนผิดสังเกต
ก็อาจเป็นสัญญาณว่าเจียระไนไม่ได้สัดส่วน

4. ดูประกาย
ขยับอัญมณีไปมาในแสง
ถ้าเจียระไนดี แสงจะสะท้อนเป็นประกาย
ถ้าดูแบน ๆ ทึบ ๆ
แปลว่าอาจจะคำนวนเหลี่ยมมุมได้ไม่ดี

หินที่เจียระไนดีแม้จะเป็นหินราคาไม่แพงก็ดูมีค่าได้ค่ะ
แต่หินที่เจียไม่ดีแม้จะเป็นหินหายากก็ดูธรรมดาไปเลย
การเจียระไนจึงเป็นสิ่งที่ลงทุนคุ้มค่าที่สุด
ในการเลือกเครื่องประดับสักชิ้น

ช่างไทยฝีมือระดับโลกที่หลายคนไม่รู้

อีกเรื่องที่พี่สาวภูมิใจเล่าให้ฟังคือ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเจียระไนอัญมณี
ที่สำคัญที่สุดในโลก
โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีและกาญจนบุรี
ที่มีช่างฝีมือสืบทอดกันมาหลายรุ่น

ช่างเจียระไนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ไม่ว่าจะเป็นความประณีตในการตัดเหลี่ยม
ความเข้าใจในเนื้อหินแต่ละชนิด
และความอดทนในการทำงานละเอียด

ที่จินดาพิทักษ์ ช่างฝีมือของเรามีประสบการณ์กว่า 30 ปีจากกาญจนบุรีค่ะ
ทุกเม็ดผ่านการเจียระไนด้วยมือ
และร้านก็ผ่านมาตรฐาน BWC
จากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT)
ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าอัญมณีทุกชิ้นเป็นของแท้
และมีคุณภาพตามมาตรฐาน