องค์ภา และพระราชกรณียกิจที่สะท้อนคุณค่าของคนทุกคน

รำลึกองค์ภาฯ
วันที่ 11 มิถุนายน 2569
ประเทศไทยสูญเสียสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
องค์ภาในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก
เป็นผู้หญิงที่ทรงงานหนักเพื่อผู้หญิงคนอื่นๆ มาตลอดพระชนม์ชีพ
 
คนไทยจำนวนมากแสดงความอาลัยต่อพระองค์ในรูปแบบต่างๆ
บางคนเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นขาวดำ
บางคนนั่งเขียนเรื่องราวความทรงจำที่มีต่อพระองค์
บางคนเพิ่งรู้ว่าตลอด 47 ปีที่ผ่านมา
พระองค์ทรงงานเบื้องหลังมากกว่าที่ใครหลายคนเคยรู้
 
ทรงมีพระปรีชาสามารถทางกฎหมาย
ทรงจบการศึกษาจาก Cornell University
และทรงทุ่มเทพระชนม์ชีพ
ให้กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงที่สังคมมักมองข้าม
 
องค์ภาทรงเป็นทูตสันถวไมตรีของ UN Women
ทรงสร้างโครงการกำลังใจ และทรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง Bangkok Rules
แต่ยิ่งค้นหา ยิ่งอ่าน ยิ่งพบว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์
กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าที่คิดมากนัก
 
วันนี้พี่สาวอยากเล่าให้ฟังว่า พระองค์ทรงทำอะไรไว้บ้าง
ทรงเชื่อในอะไร และทรงทิ้งอะไรไว้ให้คนไทย

นักกฎหมายที่ทรงเลือกจะยืนข้างคนตกขอบสังคม

พระองค์ทรงจบการศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก่อนจะเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทรงได้รับปริญญา Master of Laws (LL.M.)
และ Doctor of Juridical Science (J.S.D.)
 
วิทยานิพนธ์ของพระองค์
มีหัวข้อว่า “The Protection of the Rights of the Accused in the Thai Criminal Justice Process”
เปรียบเทียบกับกระบวนการยุติธรรมของฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา
 
วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นของพระราชกรณียกิจทั้งหมดที่ตามมา
เพราะพระองค์ทรงตั้งคำถามว่า
ทำไมกระบวนการยุติธรรมถึงออกแบบมาเพื่อผู้ชาย
ทำไมผู้หญิง คนชรา คนพิการ หรือผู้ต้องขังหญิงตั้งท้อง
จึงถูกมองข้ามในระบบที่ควรจะยุติธรรมกับทุกคนเท่ากัน

โครงการกำลังใจ เมื่อมือที่สร้างสรรค์ได้รับโอกาส

โครงการกำลังใจ (Kamlangjai) ที่พระองค์ทรงริเริ่มเมื่อปี 2549
เป็นการยืนยันว่าคนทุกคนมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

โครงการนี้ให้บริการดูแลสุขภาพก่อนคลอดและหลังคลอด
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำ
จัดตั้งพื้นที่เลี้ยงดูเด็กภายในเรือนจำ
เปิดสอนทักษะอาชีพ เช่น การนวด สิ่งทอ การทำอาหาร
และการประดิษฐ์หัตถกรรมต่างๆ

ทักษะเหล่านี้เป็นการเปิดทางให้ผู้ต้องขัง
มีรายได้เลี้ยงตัวเองหลังพ้นโทษ
ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
และกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

พระองค์ทรงมองเห็นคุณค่า
ในตัวคนที่สังคมตัดสินไปแล้วว่า “หมดค่า”

Bangkok Rules เมื่อประเทศไทยเป็นต้นแบบของโลก

ในปี 2553 สมัชชาสหประชาชาติได้ประกาศใช้
“กฎสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม”
หรือที่โลกรู้จักกันในนาม “Bangkok Rules”

กฎ 70 ข้อนี้ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก
ได้แก่ การจัดการทั่วไปที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้หญิง
กฎระเบียบสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร
มาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังเป็นทางเลือกแทนการจำคุกสำหรับคดีเล็กน้อย
และการวิจัย การวางแผน และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ก่อนหน้า Bangkok Rules ระบบเรือนจำทั่วโลก
ถูกออกแบบโดยผู้ชาย เพื่อผู้ชาย
ผู้หญิงในเรือนจำต้องเผชิญกับการขาดแคลนสุขาภิบาล
ไม่มีผ้าอนามัยเพียงพอ ไม่มีห้องคลอดที่เหมาะสม
แม่ที่ต้องโทษต้องห่างไกลจากลูก
โดยไม่มีใครถามว่า แล้วลูกเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร

องค์ภาทรงเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังกฎเหล่านี้
ในฐานะนักกฎหมายที่ทรงเชื่อว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ไม่ได้หายไปเมื่อคนคนหนึ่งเดินเข้าประตูเรือนจำ

Bangkok Rules ถูกนำไปใช้แล้วในกว่า 55 ประเทศทั่วโลก
เป็นมาตรฐานสากลที่เปลี่ยนวิธีคิดของระบบยุติธรรมทั้งหมด
จาก “ลงโทษ” เป็น “ฟื้นฟู”

Thailand Institute of Justice สถาบันที่ทรงริเริ่ม

ปี 2554 รัฐบาลไทยจัดตั้ง Thailand Institute of Justice หรือ TIJ
ขึ้นมาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวาระระดับโลกกับการปฏิบัติจริงในประเทศไทย
 
TIJ มีภารกิจหลักคือ
ส่งเสริมงานวิจัย นวัตกรรม และการฝึกอบรม
ในด้านการป้องกันอาชญากรรม การบังคับใช้กฎหมาย
และการพัฒนาระบบยุติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
 
สถาบันนี้สะท้อนปรัชญาขององค์ภาอย่างชัดเจน
คือการไม่ได้มองแค่ว่าใครผิดใครถูก
แต่มองว่าเราจะออกแบบระบบยุติธรรม
ให้เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ได้อย่างไร
ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร มาจากไหน หรือทำอะไร

ทูตแห่ง Rule of Law บนเวทีโลก

ปี 2555 ถึง 2557 พระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง
เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย
และผู้แทนถาวรของประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา

ในระหว่างทรงดำรงตำแหน่งนี้
พระองค์ทรงเป็นประธานคณะกรรมาธิการยาเสพติด
และคณะกรรมาธิการป้องกันอาชญากรรมและอาชญากรรม (CCPCJ)
ของสหประชาชาติ

ปี 2560 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็น
ทูตสันถวไมตรีของ UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในด้าน rule of law

ตำแหน่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่พระยศ
แต่เป็นโอกาสที่พระองค์ทรงใช้ผลักดัน
ให้โลกหันมาใส่ใจเรื่องการฟื้นฟูแทนการลงโทษ
การเคารพสิทธิมนุษยชนในเรือนจำ
และหลักนิติธรรมที่เข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม

ปรัชญาพระทัย ไม่ใช่การลงโทษ แต่คือการให้โอกาส

พระองค์ทรงเชื่อมาตลอดว่า
การลงโทษโดยปราศจากการฟื้นฟู ไม่มีทางนำไปสู่ความยุติธรรมที่แท้จริง
 
คนเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยความผิดพลาดเดียว
ระบบยุติธรรมควรให้โอกาสคนได้เริ่มต้นใหม่
ขังเขาไว้แล้วปล่อยเขาออกมา
โดยไม่มีทักษะ ไม่มีงาน ไม่มีใครต้อนรับ
นั่นไม่ใช่ความยุติธรรม
 
ปรัชญานี้สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา
ที่ว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ผ่านการมีสติ ความเพียร และความเมตตา
 
พระองค์ทรงมองว่า คุณค่าของคนไม่ได้วัดจากตำแหน่ง ยศถา หรือฐานะ
แต่วัดจากว่า เขาได้รับโอกาสที่เท่าเทียมหรือไม่
เขาถูกมองเห็นโดยสังคมหรือไม่
และเขาได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่

พระองค์ทรงทิ้งอะไรไว้

องค์ภาทรงทุ่มเทเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ
ให้กับการสร้างรอยร้าวในระบบยุติธรรมที่ออกแบบมาเพื่อคนบางกลุ่ม
และสร้างสะพานให้คนตกขอบสังคมได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่ง
 
พระองค์ทรงได้รับรางวัลเกียรติยศจาก UN Women
ได้รับยศพลเอกในกองทัพไทย
ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งสาธารณรัฐออสเตรีย
และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า
เป็นผู้บุกเบิกด้านการฟื้นฟูในกระบวนการยุติธรรม
 
สิ่งที่ทรงทิ้งไว้ให้คนไทย
คือวิธีคิดที่ว่า
องค์ภาทรงทุ่มเทเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ
ให้กับการสร้างรอยร้าวในระบบยุติธรรมที่ออกแบบมาเพื่อคนบางกลุ่ม
และสร้างสะพานให้คนตกขอบสังคมได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่ง
 
พระองค์ทรงได้รับรางวัลเกียรติยศจาก UN Women
ได้รับยศพลเอกในกองทัพไทย
ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งสาธารณรัฐออสเตรีย
และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า
เป็นผู้บุกเบิกด้านการฟื้นฟูในกระบวนการยุติธรรม
 
สิ่งที่ทรงทิ้งไว้ให้คนไทย
คือวิธีคิดที่ว่า
“คนทุกคนสมควรมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
และสังคมมีหน้าที่ที่จะมองเห็นคุณค่านั้นด้วย”

เสด็จสู่สวรรคาลัย

พี่สาวไม่รู้จะเขียนคำขอบคุณอย่างไร
ให้สมกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพ
 
ทรงสอนให้คนไทยเห็นว่า
คุณค่าของคนไม่ได้วัดจากสิ่งที่เขาทำผิด
แต่วัดจากโอกาสที่เขาได้รับ
 
คนคนหนึ่งสามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนระบบได้
ไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต
นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็น
 
ทรงมองเห็นคนตกขอบสังคม
ก่อนที่โลกจะหันมามอง
 
ถ้าวันนี้ใครสักคนกำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
หรือถูกสังคมมองข้าม
อยากให้รู้ว่า
พระองค์ทรงเชื่อในตัวคนแบบนี้มาตลอด
ทรงเชื่อว่าทุกคนสมควรมีโอกาส
และทรงทุ่มเทพระชนม์ชีพพิสูจน์สิ่งนั้น
 
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
เรียบเรียงโดย จินดาพิทักษ์ เครื่องประดับนิลเมืองกาญจน์

อ้างอิง